นิยายวรยุทธของกิมย้ง /  กระบี่เย้ยยุทธจักร / "กระบี่" เย้ยยุทธจักร
กระบี่เย้ยยุทธจักร (Xiao Ao Jiang Hu จีนแต้จิ๋ว: เซี่ยวโหงวกังโอ้ว, จีนกลาง: เสี้ยวอ้าวเจียงหู, อังกฤษ: The Smiling Proud Wanderer)

นิยายวรยุทธของกิมย้ง



ที่มา: นิตยสาร AnimaG รายเดือน เล่ม 1 ตุลาคม 2546
text by code36

"กระบี่" เย้ยยุทธจักร


นิยายกำลังภายในของจีนเรื่อง กระบี่เย้ยยุทธจักร (เชี่ย เหงา กังโอ๊ว  ยิ้มเย้ยยุทธจักร ชื่อจีนและคำแปลไทยตรงตามชื่อเรื่อง) เขียนโดยกิมย้ง (แปลโดย น.นพรัตน์) เป็นนวนิยายที่เสนอประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างเพศสถานะ (gender)  ประเด็นเรื่องเพศสภาวะ (sex) และเรื่อง “ความเป็นชาย” โดยอาศัยการเดินเรื่องตามขนบของนิยายจีนที่เน้นความขัดแย้งในยุทธจักรเป็นแกนหลักในการดำเนินเรื่อง

นิยายเรื่องนี้ซึ่งเป็นเรื่องเดียวของผู้เขียนที่ไม่ได้ใช้เกร็ดทางประวัติศาสตร์จีนมาเป็นโครงเรื่องหลักในการเดินเรื่อง เปิดเรื่องด้วยฉากการเข่นฆ่าล้างตระกูลลิ้ม เนื่องจากรุ่นปู่ของตระกูลนี้ ซึ่งเป็นขันทีในราชสำนักได้บัญญัติเพลงมวยชุดหนึ่งชื่อ คัมภีร์พิชิตมาร อันถือว่าเป็นสุดยอดวิชาของยุทธจักร อย่างไรก็ตาม รุ่นปู่คนนี้กลับห้ามมิให้ลูกหลานของตระกูลฝึกฝนยอดวิชาดังกล่าว โดยได้เขียนเตือนไว้ว่า ทายาทที่ฝึกฝนวิชานี้จะไม่มีลูกหลานสืบทอด

ลิ้มเพ้งจือซึ่งเป็นรุ่นหลานของตระกูลลิ้มพลั้งมือฆ่าลูกของเจ้าสำนักแชเชี้ย จึงเป็นเหตุให้สำนักแชเชี้ยอ้างเป็นเหตุผลในการฆ่าล้างตระกูลลิ้ม เพื่อกลบเกลื่อนความต้องการที่จะช่วงชิงคัมภีร์พิชิตมาร ลิ้มเพ้งจือหนีไปได้ ขณะที่คนในครอบครัวตายหมด งักปุกคุ้งซึ่งเป็นเจ้าสำนักฮั้วซัวได้ยื่นมือเข้ามาช่วย และรับเป็นศิษย์ในลำดับสุดท้ายของสำนัก

งักปุกคุ้ง ซึ่งมีชื่อเสียงในยุทธจักรว่าเป็นวิญญูชนผู้เที่ยงธรรม เขาฝึกวิชาของสำนักฮั้วซัวโดยเน้นที่การฝึกลมปราณมากกว่าท่าทางกระบี่ มีภรรยาเป็นศิษย์ร่วมรุ่นร่วมสำนักซึ่งเป็นที่รับรู้กันว่ามีพลังลมปราณน้อยกว่า ทว่ากลับมีฝีมือในเชิงเพลงกระบี่มากกว่าสามี โดยในอดีตที่ผ่านมา สำนักฮั้วซัวมี 2 ฝ่ายคือ ฝ่ายเน้นฝึกกระบี่ กับฝ่ายเน้นฝึกปราณ ฝ่ายฝึกกระบี่จะสำเร็จเพลงกระบี่ได้รวดเร็ว แต่จะขาดพื้นฐานด้านกำลัง ขณะที่ฝ่ายปราณจะเน้นกำลังภายในมาก่อนเพลงกระบี่ ครั้นเมื่อเกิดการช่วงชิงกันการนำภายในสำนัก ฝ่ายปราณจึงเป็นฝ่ายชนะ และสืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนักในสายปราณนี้กันมาตลอด

ภาพความเป็นวิญญูชนของงักปุกคุ้ง ประกอบกับชะตากรรมของครอบครัวลิ้มเอง ทำให้การรับลิ้มเพ้งจือเป็นศิษย์ลำดับสุดท้ายเพื่อฝึกฝีมือไปล้างแค้นนี้ได้รับความชอบธรรมเป็นอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม การกระทำดังกล่าวเป็นเพียงหน้าฉากเท่านั้น แท้จริงแล้ว งักปุกคุ้งก็หมายตาคัมภีร์พิชิตมาร ไว้ด้วยโดยได้ลอบส่งศิษย์ลำดับที่สอง และบุตรีของตัวเองซึ่งเป็นศิษย์ลำดับที่เจ็ด ปลอมตัวไปสอดแนมที่บริเวณใกล้เคียงกับที่ตั้งของตระกูลลิ้มมาได้ระยะเวลาหนึ่งแล้ว

ตัวเอกของเรื่องคือเหล็งฮู้ชงซึ่งเป็นศิษย์ลำดับแรกของสำนักฮั้วซัว มีบุคลิกที่ต่างออกไปจากเจ้าสำนัก กล่าวคือ ขณะที่งักปุกคุ้งมีภาพของนักศึกษาปัญญาชน ดำเนินชีวิตด้วยความเคร่งครัดต่อค่านิยมหรือธรรมเนียมของชาวยุทธจักร แต่เหล็งฮู้ชงกลับมีภาพของหนุ่มเสเพล ดำเนินชีวิตโดยอิสระ ไม่ยึดติดกับค่านิยมต่างๆ

ความที่เป็นเสรีชนของเหล็งฮู้ชงทำให้เขาต้องถูกทำโทษโดยเจ้าสำนักอยู่เนืองๆ แม้ว่าการกระทำบางอย่างเกิดขึ้นด้วยมโนธรรมส่วนตัวก็ตาม ครั้งหนึ่งเขาถูกลงโทษให้สำนึกตน ณ ผาสำนึกผิดของสำนัก เหล็งฮู้ชงได้พบกับถ้ำแห่งหนึ่งซึ่งภายในมีภาพสลักวิทยายุทธ์ที่สามารถทำลายวิทยายุทธ์ของห้าสำนักขุนเขา ซึ่งเขาทราบภายหลังว่าเป็นฝีมือของจอมยุทธ์ฝ่ายมารที่ถูกลวงหลอกให้ติดกับอยู่ในถ้ำ โดยกลุ่มยอดฝีมือฝ่ายธรรมะห้าสำนักกระบี่ หลังจากที่ไม่สามารถเอาชนะฝ่ายมารด้วยฝีมือได้

คราแรก เหล็งฮู้ชงปฏิเสธที่จะศึกษาแนวทางวิทยายุทธ์ดังกล่าว เนื่องด้วยเห็นว่าเป็นแนวทางของฝ่ายมาร ซึ่งธรรมเนียมของยุทธจักรนั้น แนวทางทั้ง 2 ฝ่ายไม่สามารถอยู่ร่วมโลกเดียวกันได้ ต่อมาเมื่อเขาพบกับ ฮวงเช็งเอี๊ยง ยอดฝีมือฝ่ายกระบี่ที่เหลืออยู่ของสำนัก ฮวงเช็งเอี๊ยง ได้ถ่ายทอดเพลงกระบี่ “เก้ากระบี่เดียวดาย” อันเป็นเคล็ดวิชาที่เริ่มต้นด้วยการให้ลืมธรรมเนียมและท่วงท่าต่างๆ ของการฝึกกระบี่ที่ผ่านมาให้หมด ซึ่งขัดกับธรรมเนียมของการฝึกกระบี่ที่เน้นการวางท่าทางก่อน เมื่อเก้ากระบี่เดียวดายไม่มีท่ากระบี่ ดังนั้นเคล็ดวิชานี้คือเน้นที่การหาจุดอ่อนของเพลงกระบี่คู่ต่อสู้ ก่อนการตีโต้กลับออกไป การฝึกกระบี่ดังกล่าวเข้ากับอุปนิสัยของเหล็งฮู้ชงที่ไม่ยึดติดกับธรรมเนียมดังกล่าว ภายหลังการฝึกวิชานี้ทำให้เขามองดูภาพสลักในถ้ำด้วยสายตาที่ต่างไปจากเดิม โดยมุ่งมองที่เพลงกระบี่มากกว่าการแบ่งฝ่ายพรรคธรรมะ หรือพรรคมาร

ก่อนหน้าที่จะถูกทำโทษที่ผาสำนึกผิด เหล็งฮู้ชงกำลังจะเดินทางไปร่วมงานล้างมือจากยุทธภพของเล้าเจี่ยฮวงซึ่งเป็นน้องชายเจ้าสำนักฮ่วงซัว ระหว่างทาง ได้ช่วยเหลือศิษย์สตรีผู้หนึ่งของสำนักเห็งซัว ทำให้ไปถึงงานล้างมือนั้นล่าช้ากว่าคนอื่นๆ อย่างไรก็ตาม งานล้างมือดังกล่าวถูกขัดจังหวะ เนื่องจากจ้อแนเชี้ยง ซึ่งเป็นเจ้าสำนักซงซัว เข้ามาขัดขวาง (ด้วยเหตุที่ห้าสำนักกระบี่ที่อยู่ในหุบเขาใกล้เคียงกันประกอบไปด้วยฮั้วซัว ฮ่วงซัว เห็งซัว ไท่ซัว และซงซัว ได้ร่วมมือกันเป็นพันธมิตร (เพื่อเป็นค่ายสำนักใหญ่ไว้ต่อรองกับค่ายสำนักใหญ่อื่นๆ อันได้แก่ เส้าหลิน และบู้ตึงได้) และให้เจ้าสำนักซงซัวเป็นรักษาการห้าสำนักกระบี่) โดยให้เหตุผลว่า เล้าเจี่ยฮวงถอนตัวออกจากยุทธภพ เนื่องจากไปคบกับยอดฝีมือของฝ่ายมาร อีกทั้งให้เหตุผลว่า การถอยตัวครั้งนี้เป็นแผนของฝ่ายมารที่ต้องการริดรอนยอดฝีมือของฝ่ายธรรมะออกไป

ต่อมา หลังจากพ้นจากโทษกักตัวที่ผาสำนึกผิด เหล็งฮู้ชงพร้อมคนในสำนักฮั้วซัวก็ได้เดินทางไปเยี่ยมญาติของลิ้มเพ้งจือในภูมิลำเนาเดิม ระหว่างทางเหล็งฮู้ชงก็ได้รับบาดเจ็บ เนื่องจากต่อสู้ปกป้องคนในสำนัก แต่กลับถูกป้ายความผิดว่าฆ่าศิษย์ร่วมสำนัก และถูกใส่ร้ายว่าขโมยฝึกคัมภีร์พิชิตมาร (เนื่องจากมีฝีมือที่ดีขึ้นอันสืบเนื่องมาจากการฝึก “เก้ากระบี่เดียวดาย” แต่ไม่สามารถบอกคนอื่นได้ว่าฝึกเพลงกระบี่ชุดนี้ เนื่องจาก ฮวงเช็งเอี๊ยง ผู้สอนได้สั่งห้ามไว้ ) ทำให้เหล็งฮู้ชงต้องถูกขับออกจากสำนัก

วิธีที่จะรักษาอาการบาดเจ็บของเหล้งฮู้ชงมีเพียงการฝึกคัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็นของสำนักเส้าหลิน แต่เหล็งฮู้ชงปฏิเสธ เนื่องจากการฝึกคัมภีร์ดังกล่าวมีเงื่อนไขว่าต้องเปลี่ยนเป็นศิษย์ของเส้าหลินเท่านั้น ซึ่งเขาไม่ยอมเป็นศิษย์ฆราวาสของเส้าหลิน เนื่องจากยังหวังจะกลับไปเป็นศิษย์ฮั้วซัวเหมือนเดิม ระหว่างนั้น เหล็งฮู้ชงได้คบกับยอดฝีมือฝ่ายพรรคมารคนหนึ่งที่ยังจงรักภักดีกับอดีตหัวหน้าพรรค เขาถูกใช้เป็นเครื่องมือในการช่วยเหลืออดีตหัวหน้าพรรคยิ่มอั้วเกี้ยออกจากคุก รวมทั้งยังถูกใช้เป็นฟันเฟืองหนึ่งในการ “รุม” ยึดอำนาจในการปกครองพรรคมารคืนจากมือขวาของพรรคมารตังฮึงปุกป่าย

พรรคมารเคล็ดวิชาฝีมืออยู่ 2 วิชาคือ วิชาดูดดาว คือการดูดเอากำลังภายในของคู่ต่อสู้มาเป็นของตัว และวิชากระบี่ทานตะวันซึ่งเป็นเพลงกระบี่ ยิ่มอั้วเกี้ยฝึกเพียงวิชาดูดดาว ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้มือขวาของตัวเอง (ตังฮึงปุกป่าย หรือชื่อแปลไทย บูรพาไม่พ่าย) ฝึกคัมภีร์ทานตะวัน

วิชาดูดดาวมีข้อด้อยคือ เมื่อดูดเอากำลังภายในของคนอื่นมาเป็นของตัวแล้ว หากไม่ได้ “ระบาย” ออกไปก็จะเป็นผลเสียต่อตัวผู้ดูด ขณะเดียวกันวิชาคัมภีร์ทานตะวันก็เป็นเพลงวิชากระบี่ จึงเน้นท่าทางเพลงกระบี่ไม่ได้เน้นที่กำลังภายใน นอกจากนี้ผู้ฝึกเพลงกระบี่ชุดนี้ต้องตัดอวัยวะเพศตัวเองทิ้งไป วิชาทั้งสองจึงเป็นเหมือนการหนุนซึ่งกันและกัน เมื่อฝึกท่ากระบี่ก็จะไม่ได้ฝึกปราณ ก็ดูดกำลังภายในคนอื่นมาแทน เมื่อฝึกปราณก็ต้องระบายออกทางกระบี่ ยิ่มอั้วเกี้ยเลือกฝึกเพียงการฝึกปราณ เนื่องจากไม่ต้องการตัดอวัยวะเพศของตัวเอง (อันเป็นมาจากธรรมเนียมจีน เรื่องการสืบสกุล) และส่งเสริมให้มือขวาตัวเองฝึกเพลงกระบี่ ซึ่งมุมหนึ่งอาจมองว่าเป็นการ “ตัด” อนาคตมือขวาตัวเองก็ได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ฝึกเพลงกระบี่มีความสำเร็จเชิงยุทธ์มากกว่า ทำให้สามารถรัฐประหารยึดพรรคมารไปครองได้ พร้อมทั้งสั่งจำคุกอดีตหัวหน้าพรรคมารไว้ใต้สระน้ำเป็นเวลานานหลายปี

เมื่อยิ่มอั้วเกี้ยได้อำนาจในพรรคมารคืนมาแล้ว เขาก็ได้สำเร็จโทษฝ่ายตังฮึงปุกป่ายจนหมด รวมถึงวางแผนคิดที่จะยึดครองยุทธจักรอีกด้วย เมื่อเหล็งฮู้ชงรู้จึงได้ถอนตัวออกมา ในช่วงเวลาเดียวกัน ห้าสำนักกระบี่ก็มีการช่วงชิงตำแหน่งประมุขของห้าสำนักขุนเขา โดยจ้อแนเชี้ยงเจ้าของตำแหน่งเดิมได้วางแผนล่วงหน้าโดยส่งศิษย์ตัวเอง เข้าไปเป็นหนอนบ่อนไส้ และลอบทำร้ายยอดฝีมือสำนักขุนเขาอื่นๆ การณ์ดำเนินไปถึงตอนที่งักปุกคุ้งต้องเผชิญหน้ากับจ้อแนเชี้ยง ปรากฎว่างักปุกคุ้งได้ใช้วิชาในคัมภีร์พิชิตมารปราบจ้อแนเชี้ยงลง ซึ่งทำให้ “ภาพ” วิญญูชนของงักปุกคุ้งเสียไป เนื่องจากเขาเองเป็นคนใส่ความว่าเหล็งฮู้ชงเป็นคนขโมยคัมภีร์ดังกล่าว

เคล็ดสำคัญของคัมภีร์พิชิตมาร คือการต้องตัดอวัยวะเพศของตัวเองออกไป งักปุกคุ้งได้ฝึกวิชานี้จากคัมภีร์ฉบับจริงซึ่งขโมยจากที่ซ่อนของตระกูลลิ้มจึงเข้าถึงเคล็ดนี้ นอกจากนี้ลิ้มเพ้งจือ ซึ่งเป็นทายาทโดยตรงของผู้บัญญัติเพลงกระบี่ชุดนี้ก็ได้ขโมยฝึกคัมภีร์พิชิตมาร หลังจากที่สืบทราบว่างักปุกคุ้งเป็นคนฉกชิงไป แล้วใส่ความว่าเหล็งฮู้ชงเป็นคนขโมย (เนื่องจากคัมภีร์หายไปจากตัวงักปุกคุ้ง และเห็นเหล็งฮู้ชงมีฝีมือ “ล้ำหน้า” ไปมาก) เคล็ดนี้เป็นไปตามคำสั่งเสียของปู่ที่ว่า “คน” ฝึกวิชานี้ จะไม่มีลูกหลานสืบทอด ซึ่งแม้ลิ้มเพ้งจือจะ “เข้าใจ” คำสั่งเสียนี้ แต่เขาต้องการล้างแค้นมากกว่า รวมถึงสะอิดสะเอียดกับความหน้าไหว้หลังหลอกของเจ้าสำนัก จึงยอมตอนตัวเอง ขณะที่จ้อแนเชี้ยงจะมีสายในสำนักฮัวซั้ว และได้ลอบฝึกคัมภีร์พิชิตมารบ้าง แต่ไม่ได้รับทราบเคล็ดวิชาดังกล่าว ทำให้ไม่สามารถฝึกได้เสร็จสิ้น จึงถูกงักปุกคุ้งโค่นล้ม แย่งชิงตำแหน่งเจ้าขุนเขาทั้งห้าไปครองได้

ในตอนท้าย ลิ้มเพ้งจือได้เปิดใต้หน้ากากวิญญูชนของงักปุกคุ้ง รวมถึงเผยอุบายที่งักปุกคุ้งวางไว้ตั้งแต่ส่งคนไปสอดแนม ยกลูกสาวให้ ฉกชิงคัมภีร์ แล้วป้ายความผิดให้คนอื่น ทำให้ภาพของวิญญูชนของงักปุกคุ้งเสียไป จึงเกิดการต่อสู้ และล้มตายไปทั้ง 2 ฝ่าย ขณะนั้น พรรคมารหมายที่จะยึดยุทธจักรโดยนำทัพมาต่อสู้กับฝ่ายธรรมะ เหล็งฮู้ชงจึงต้องรักษาการณ์ตำแหน่งเจ้าห้าขุนเขากระบี่ไปพลางๆ อย่างไรก็ตาม หัวหน้าพรรคมาร ยิ่มอั้วเกี้ย ได้เสียชีวิตไปก่อน เนื่องจาก “ปราณ” ที่ดูดมาไม่ได้ถูกระบายออก ยิ่มเอี่ยงเอี๊ยงบุตรี ซึ่งมีความสัมพันธ์กับเหล็งฮู้ชง จึงได้เป็นหัวหน้าพรรคมารแทน และได้ยุติความบาดหมางระหว่างค่ายลงได้

วิเคราะห์ตัวละคร กระบี่เย้ยยุทธจักร ในแนวสัญศาสตร์

จากเนื้อเรื่องย่อข้างต้น จะพบว่า มีแต่เพียงตัวละครที่เป็นชายเท่านั้นที่มีบทบาทนำ เนื่องจากเรื่องราวในยุทธจักรนั้นเป็นเรื่องสาธารณะ ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่ “เพศชาย” จะมีบทบาทหลัก แม้ว่าเพศชายนั้นจะมีการตอนอวัยวะไปแล้วก็ตาม ในทางสัญศาสตร์ การวิเคราะห์ข้างต้นถือว่าเป็นการสำรวจความหมายในเบื้องต้น ซึ่งผูกพันกับสิ่งที่ปรากฎให้เห็นได้ในระดับเนื้อเรื่อง แต่ยังไม่สามารถบอกเราถึงความหมายทางสังคมที่แฝงอยู่ในระดับลึกของนิยาย อันเป็นระดับที่ซึ่งค็อนเส็ปต์พื้นฐานทางสังคมมาขับเคี่ยวเกี่ยวโยงกันอย่างมีพลวัต อย่างไรก็ตาม ก่อนจะลงลึกไปถึงระดับที่กล่าวมา จำเป็นต้องวิเคราะห์ให้เห็นถึงหน่วยความหมายที่ซอยย่อยลงไปกว่าตัวละคร หรือวัตถุที่ปรากฎในระดับเนื้อเรื่อง นั่นคือ สิ่งที่นักสัญศาสตร์เรียกว่า อรรถลักษณ์ (seme) อรรถลักษณ์หมายถึงคุณลักษณะเด่นๆ ของตัวละคร (หรือองค์ประกอบใดๆ) ในเรื่องเล่าที่ทำให้ตัวละคร (หรือองค์ประกอบนั้นๆ) สื่อความหมายเทียบแย้งกับตัวละครอื่น (หรือองค์ประกอบอื่นๆ) อย่างเด่นชัด

บรรดาตัวละครและองค์ประกอบอันมากมายหลากหลายที่พบในนิยายจีนนี้ ไม่ว่าจะเป็น เหล็งฮู้ชง งักปุกคุ้ง จ้อแนเชี้ยง ลิ้มเพ้งจือ ภรรยางักปุ้งคุ้ง คัมภีร์ทานตะวัน คัมภีร์พิชิตมาร เก้ากระบี่เดียวดาย หรือตัวกระบี่เองก็ตาม สามารถมองจากแง่มุมของสัญศาสตร์ได้ว่า ล้วนถูกประกอบสร้างจากการประสมอรรถลักษณ์จำนวนหนึ่ง เช่น “ลึงค์” “ไม่มีลึงค์” “กระบี่” “ปราณ” “ธรรมะ” “มาร” ฯลฯ ทั้งนี้ อรรถลักษณ์ต่างๆ ที่กล่าวมากระจายปนเปกันอยู่ในตัวละครและองค์ประกอบของทั้งสองฝ่าย ยกตัวอย่างเช่น อรรถลักษณ์ของเหล็งฮู้ชงคือ เป็นผู้ชาย (มีลึงค์) ขณะเดียวกันก็ฝึกกระบี่ (เก้ากระบี่เดียวดาย) ปฎิเสธการฝึกปราณ (ยังไม่ทันได้รับการถ่ายทอดวิชา “ปราณม่วง” ของสำนักฮั้วซัว ไม่ยอมเข้าสำนักเส้าหลิน และปฏิเสธการฝึกคัมภีร์ดูดดาวของพรรคมาร)
อรรลักษณ์ของงักปุกคุ้งและลิ้มเพ้งจือ ใกล้เคียงกันคือ ช่วงแรก เป็นชาย (มีลึงค์) ฝึกลมปราณ (งักปุกคุ้งมีลมปราณม่วง ลิ้มเพ้งจือ อยู่ในระหว่างการปรับฐานฝึกปราณม่วง ) ต่อมาต่างก็ตัดลึงค์ทิ้ง หันไปฝึกคัมภีร์พิชิตมาร

ตังฮึงปุกป่ายตัดลึงค์ทิ้ง เพื่อฝึกคัมภีร์ทานตะวัน

ศิษย์สตรีเห็งซัว และภรรยาของงักปุกคุ้ง เป็นผู้หญิง (ไม่มีลึงค์) ไม่ได้ฝึกปราณ ฝึกแต่ท่ากระบี่

หลังจากที่ได้แยกแยะและเปรียบเทียบอรรถลักษณ์ทั้งหมดของตัวละคร/องค์ประกอบทุกตัวในระดับเนื้อเรื่องด้วยวิธีการที่กล่าวมาแล้ว ก็ถึงขั้นที่ต้องค้นหาอรรถลักษณ์อันเป็น “คู่แย้งหลัก” ในเรื่องโดยใช้วิธีการที่คล้ายคลึงกับการหา “ตัวคูณร่วมน้อย” ในทางคณิตศาสตร์ ผลจากการวิเคราะห์ดังกล่าว พบว่าอรรถลักษณ์ที่เกี่ยวโยงกันในตัวละคร/องค์ประกอบทุกตัวในนิยายจีนนี้อย่างมีพลวัตคือ “กระบี่” กับ “ลึงค์” อรรถลักษณ์ดังกล่าวนี้ต่างเหนี่ยวนำให้เกิดคู่แย้งเชิงปฏิเสธ (คือ “ไม่มีกระบี่ (ใช้ปราณ) ” กับ “ไม่มีลึงค์”) ซึ่งวางตัวเป็นคู่แย้งที่ไขว้สลับกับคู่แรก เกิดเป็นระบบสี่ขั้วที่เรียกว่า สี่เหลี่ยมสัญศาสตร์ (semiotic square) จากนั้นขั้วต่างๆ ในระบบก็จะจับคู่สลับไปมาก่อเกิดเป็นตัวละครหรือองค์ประกอบที่ปรากฎให้เห็นในระดับเนื้อเรื่อง

เราสามารถแสดงระบบการประสมอรรถลักษณ์ที่กล่าวมาด้วยสี่เหลี่ยมต่อไปนี้
[รูปประกอบ]



การวิเคราะห์กระบี่เย้ยยุทธจักรโดยใช้สี่เหลี่ยมสัญศาสตร์ข้างต้นทำให้มองเห็นการจัดวางตัวละครในเนื้อเรื่อง โดยใช้เกณฑ์พิจารณาได้ 2 เกณฑ์ เพื่อแบ่งตัวละครออกเป็น 2 ฝ่ายในแต่ละเกณฑ์ กล่าวคือ เกณฑ์ลึงค์ จะพบว่า ฝ่ายที่มีลึงค์ ไม่ว่าจะฝึกกระบี่หรือปราณก็จะมีความสำเร็จเหนือกว่าฝ่ายไม่มีลึงค์ เช่น งักปุกคุ้ง (ก่อนตอน–มีลึงค์) เป็นเจ้าสำนัก ขณะที่ภรรยา ซึ่งมีฝีมือมากกว่า ไม่ได้เป็นเจ้าสำนัก , หัวหน้าพรรคมารที่ฝึกวิชาดูดดาว (ไม่ได้ตัดลึงค์) กับมือขวาของพรรคที่ฝึกคัมภีร์ทานตะวัน (ต้องตัดลึงค์) และเมื่อเปรียบเทียบตัวละครเดียวกันใน 2 ช่วงเวลาคือ คือ งักปุกคุ้งช่วงที่ยังฝึกปราณเมฆม่วงของสำนัก (ไม่ได้ตัดลึงค์ ซึ่งเขาจะยังเป็นที่ยอมรับของชาวยุทธจักรอยู่) กับช่วงที่เขาฝึกคัมถีร์พิชิตมาร (ตัดลึงค์แล้ว –ไม่เป็นที่ยอมรับ สถานะในทางยุทธจักรต่ำกว่า) สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ฝ่ายที่มีเพศสภาวะ (sex) ชาย หรือฝ่ายที่มีลึงค์เหนือกว่าหญิง หรือฝ่ายที่ไม่มีลึงค์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางเพศสภาวะตามขนบของนิยายกำลังภายใน

นอกจากนี้เมื่อลองใช้อีกแกนหนึ่งมาเป็นเกณฑ์ คือ หากใช้เกณฑ์ “ชัยชนะ” ในตอนท้ายของเรื่อง ก็จะได้ฝ่ายแรกประกอบไปด้วยฝ่ายที่มีลึงค์ และไม่มีลึงค์ แต่ใช้กระบี่ เป็นหลัก กับฝ่าย “พ่ายแพ้” อีกกลุ่มหนึ่งทึ่ใช้ปราณเป็นหลัก ซึ่งเมื่อตรวจสอบกลับเข้าไปในเนื้อเรื่อง แม้ว่าจะมีบางเหตุการณ์ที่ฝ่าย “กระบี่” พลาดพลั้งไปบ้าง แต่ฝ่ายกระบี่ก็มีชัยชนะในบั้นปลาย (เช่นเก้ากระบี่เดียวดายอยู่เหนือปราณม่วง แม้ว่าฝ่ายปราณจะได้ครองสำนักฮั้วซัวก็ตาม)

นัยยะแฝงเกี่ยวกับ “ความเป็นชาย”

จากเนื้อเรื่องที่มีแต่การช่วงชิงอำนาจกันในแต่ละค่าย (ทั้งค่ายธรรมะ และค่ายพรรคมาร) และการช่วงชิงอำนาจกันระหว่างค่าย ทำให้นักวิจารณ์บางคน เห็นว่านิยายเรื่องนี้เป็นนิยายวิจารณ์การเมือง ซึ่งเมื่อคำนึงถึงบริบทยุคสมัยที่กิมย้งเขียนนิยายเรื่องนี้ออกมานั้น พบว่าอยู่ในเป็นช่วงของปฏิวัติวัฒนธรรมในจีน จะว่าไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมืองก็ดี เรื่องราวในยุทธจักรก็ดี ต่างเป็นพื้นที่สาธารณะที่เพศชายมีบทบาทครอบงำมากกว่า และเมื่อผนวกเข้ากับขนบนิยายกำลังภายในที่เน้นเพศชาย ก็ทำให้แลเห็นว่านิยายเรื่องนี้ขับเน้นฝ่ายที่มีลึงค์เป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ที่ผ่านมา เป็นเพียงการวิเคราะห์เพศสภาวะที่ปรากฎบนพื้นผิวของเนื้อเรื่อง ยังไม่ได้เจาะลึกลงไปถึงประเด็นทางเพศสถานะอันเป็นวิถีทางวัฒนธรรม การใช้มุมมองทางเพศสถานะเพื่อให้แลเห็นนัยยะทางสังคมนั้น จำเป็นต้องใช้แนวคิดเรื่องมายาคติ และแนวคิดด้านจิตวิเคราะห์มาพิจารณาอรรถลักษณ์ “กระบี่” และ “ปราณ” ที่ได้จากสี่เหลี่ยมสัญศาสตร์
มายาคติ (myth) คือการที่คติค่านิยมทางสังคมวัฒนธรรมเข้าไปสวมทับลงบนประโยชน์ใช้สอยของบางสิ่งบางอย่าง แล้วทำให้มันสื่อความหมายอย่างใดอย่างหนึ่งออกมา ดังที่นพพร ประชากุลเสนอว่า “ ...ปฏิบัติการสื่อความหมายในวัฒนธรรมนั้นกระทำผ่านวัตถุสิ่งของ แนวประพฤติ ปรากฎการณ์ เหตุการณ์ เรื่องเล่า ฯลฯ ที่ไหลเวียนอยู่รอบตัวเราในชีวิตประจำวัน...เราไม่ทันสังเกตว่ามีเรื่องของความหมายแฝงในสิ่งเหล่านี้ ที่เป็นเช่นนี้ เพราะทุกสิ่งที่เอ่ยมาล้วนรับรู้ว่ามีหน้าที่เชิงปฏิบัติการ หรือประโยชน์ใช้สอย (function) อยู่แต่เดิมแล้วทั้งสิ้น....แต่แล้วคนในสังคมเข้าไปหยิบฉวยสิ่งเหล่านั้นขึ้นมาเพื่อใช้เป็นเครื่องมือสื่อถึงภาพพจน์ ความเชื่อ ค่านิยม อุดมการณ์ เช่น “ความมีฐานะ” “อำนาจ” ฯลฯ การสื่อความหมายทางวัฒนธรรมจึงเป็นกระบวนการที่เข้ามายึดครองครอบงำวัตถุและประโยชน์ใช้สอยของมันเสมือนสอดตัวเข้ามาอีกชั้นหนึ่ง” ขณะที่แนวคิดด้านจิตวิเคราะห์ คือการเจาะลึกถึงเนื้อหาแฝงที่สอดตัวอยู่ภายใต้เนื้อหาที่ปรากฎ ซึ่งเนื้อหาดังกล่าวเกี่ยวโยงกับจิตใต้สำนึกและแสดงออกมาผ่านภาพสัญลักษณ์ต่างๆ

กระบี่มีลักษณะเป็นแท่งยาว คล้ายกับลึงค์ เมื่อย้อนกลับไปพิจารณาตัวละครในเนื้อเรื่องเพื่อยืนยันสัญลักษณ์ดังกล่าว จะพบว่าตัวละครกลุ่มหนึ่งที่ถูกกำหนดให้ “ไม่มีลึงค์” มาตั้งแต่ต้น ก็คือ กลุ่มศิษย์สตรี พลันพวกเขาได้รับ “กระบี่” สถานะของพวกเขาก็เลื่อนระดับขึ้นมาอยู่ฝั่งเดียวกับฝ่ายลึงค์ที่มีกระบี่ ขณะที่เหล็งฮู้ชงซึ่งมีทั้ง “กระบี่” และ “ลึงค์ “ ก็จะเป็นเพศชายที่พึงปรารถนา

ระนาบของมายาคติ หรือ การสื่อความหมายทางวัฒนธรรม
 

[รูปประกอบ]
ระนาบของประโยชน์ใช้สอย (function)

ขณะที่วิชาที่ใช้ปราณอย่างการใช้วิชาอย่างการดูดดาว และคัมภีร์ทานตะวันของฝ่ายมารนั้นก็มีนัยยะทางจิตวิเคราะห์อยู่ไม่น้อย อาการการดูดกำลังภายในจากคนอื่นไม่ต่างไปจากการทำโอษฐกามกิริยา (Oral sex) ดูดพลังจากคนอื่น และเมื่อพิจารณาว่าคนที่ฝึกกำลังภายในในนิยายจีนโดยมาก มักเป็นชาย นั่นคือ การดูดกำลังภายในนี้เป็นการ โอษฐกามกิริยากันเองระหว่างเพศชาย ซึ่งการกระทำดังกล่าว จะไม่ได้รับการยอมรับ เนื่องจากไม่เป็นไปตามค่านิยมจีน วิชานี้จึงตกอยู่กับฝ่ายมาร ขณะที่การฝึกปราณของฝ่ายธรรมะ กลับไม่ใช่การดูเอาของคนอื่นมา แต่เป็นการสั่งสมบำเพ็ญเพียรของตน ดังจะเห็นการจากการบำเพ็ญเพียรฝึกปราณม่วงของงักปุกคุ้ง หรือการบำเพ็ญเพียรของสถาบันสงฆ์อย่างวัดเส้าหลิน น่าสังเกตอีกด้วยว่า การฝึกปราณที่จัดว่าอยู่ในฝ่ายธรรมะนี้ เน้นการ “ตัด” ปฏิสัมพันธ์จากบุคคลอื่นออกไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเก็บตัวบำเพ็ญเพียร หรือ การเข้าสู่สถาบันสงฆ์

ระนาบของมายาคติ หรือ การสื่อความหมายทางวัฒนธรรม


[รูปประกอบ]
ระนาบของประโยชน์ใช้สอย (function)

เมื่อเปรียบเทียบแผนภาพทั้งสองข้างต้น จะพบว่า เพศสภาวะเดียวกัน (ผู้ชายที่มีลึงค์เหมือนกัน) แต่มีวิถีการฝึกที่แตกต่างกัน ก็ให้ผลประโยชน์ และสื่อความหมายไม่เหมือนกัน แม้ว่าทั้ง 2 วิชา จะนำไปสู่การเป็นยอดฝีมือได้เช่นเดียวกัน แต่เมื่อพิจารณาถึงค่านิยมจีนเรื่องการสืบสกุล (ดั่งคำสั่งเสียของผู้บัญญัติคัมภีร์พิชิตมาร) แล้ว ผู้ชายที่มีลึงค์ และมีวิถีวัฒนธรรมที่เป็น “ลึงค์” ย่อมมีเกียรติภูมิสูงกว่า

จะว่าไปแล้ว วิชาในคัมภีร์พิชิตมารและคัมภีร์ทานตะวัน เน้นที่การ “ตอน” ตัวเอง เพื่อเป็นทางลัดไปสู่วิชาที่สุดยอด ขณะที่เก้ากระบี่เดียวดาย เน้นที่การ “ลืม” ท่ากระบี่ที่ผ่านมา ทั้งการ “ตอน” ก็ดี และการ “ลืม” ก็ดีต่างก็เป็นยุทธวิธีเพื่อก้าวขึ้นไปสู่จุดสุดยอด เพียงแต่การ “ตอน” คือการละทิ้งเพศสถานะเดิมที่สังคมสร้างสวมให้กับเพศสภาวะ (sex) ที่มีมาแต่เดิม ไปใช้เพศสถานะใหม่ (gender) กล่าวคือการละทิ้งสิ่งที่ธรรมชาติกำหนดให้ ไปใช้วิถีทางวัฒนธรรม ดังจะเห็นว่า เมื่อทำการ “ตอน” ตัวเองออกไปแล้ว ตัวละครที่ตอนก็มีลักษณะการทำตัวเหมือนผู้หญิง (แต่ตัวเป็นชาย) มากขึ้น

นอกจากนี้ การเลือกยุทธวิธีที่ผิด (อยู่ฝ่าย “ไม่ดี”) ทำให้การก้าวไปสู่จุดสุดยอดของยุทธภพ ทำได้ไม่ยั่งยืน และที่ที่สำคัญ การก้าวไปสู่จุดสุดยอดวิธีนี้เป็นภัยต่อวงการ จึงต้องกำจัด (ด้วยการ “รุม”) ทิ้งไป ซึ่งในบริบทนิยายจีนดูจะย้อนแย้งพอควร เนื่องจากบริบทของสังคมยุทธจักรเน้นที่ความเท่าเทียม และความเป็นธรรม (นั่นคือยกย่องให้เป็นวิชาสุดยอดยุทธภพ แต่ถ้ามาผิดยุทธวิธี การ “รุม” กำจัดทิ้ง อันเป็นผิดการธรรมเนียม ซึ่งพวกที่อยู่ฝ่าย “ดี” ไม่นิยมใช้กัน ก็สามารถอนุโลมให้เกิดการรุมขึ้นได้)

ภาพลักษณ์ของเหล็งฮู้ชงเป็นภาพลักษณ์ที่ได้รับการเชิดชู เนื่องจากได้รับการเกื้อหนุนทั้งเพศสภาวะที่เป็นชาย (มีลึงค์) และเพศสถานะที่เป็นชาย (กระบี่ – ลึงค์ใหญ่กว่า ) ที่มาถูกยุทธวิธี (ไม่ได้ตัดลึงค์ “ธรรมชาติ” ทิ้ง) อาจกล่าวได้ว่า “ความเป็นชาย” ที่นิยายจีนเรื่องนี้เชิดชูคือความเป็นที่สอดคล้องกันระหว่างเพศสภาวะ และเพศสถานะ ซึ่งเมื่อพิจารณาคู่กับบทวิจารณ์ที่มีคนวิจารณ์มาก่อนหน้านี้ ว่านิยายจีนเรื่องนี้เน้นที่การวิจารณ์การเมืองจีนในยุคปฏิวัติวัฒนธรรมแล้ว เชื่อได้ว่า ผู้เขียนส่งสัญญาณว่า “ผู้นำ” ทางการเมืองที่ถือว่าเป็นเวทีของผู้ชายแล้ว ควรมี”ความเป็นชาย” อย่างไร

หมายเหตุ ต้นฉบับนิยายจีนที่ใช้ในการวิเคราะห์ เป็นฉบับพิมพ์ปี 2527 ของสนพ. สยามสปอร์ตพับลิชชิ่ง



ฟังเพลง ยิ้มเย้ยยุทธจักร Smiling Proud Wanderer Song

เว็บที่เกี่ยวข้อง:
http://www.manager.co.th/china/ViewNews.aspx?newsID=9480000087645
http://www.geocities.com/filmkrabee/1991/html/scenc02.html




笑傲江湖

女: 那用爭世上浮名 世事似水去無定
หญิง: นา หย่ง จั๊ง ไซ เซิง เฟา เม็ง ไซ สี่ ฉี โสยโฮย โหม่ว เต็ง

男: 要覓取世上深情 何懼奔波險徑
ชาย: ยิว เหม็ก โฉย ไซ เซิง ซัม เฉ่ง ห่อ โกย ปั๊น ป๊อ หยิน เก็ง

女: 也亦知劍是無情 會令此心再難靜
หญิง: ยา หยก จี๊ กิ๊น ซี โมว เช็ง วูย เหล่ง ฉี ซั่ม โจย หน่าน เจ็ง

男: 那恩怨未曾問
ชาย: หนา ยั้ม ยวิน เมย ฉั่ม มัน

女: 縱是相聚也 短暫
หญิง: จง สี่ เซิ้ง โจย หยา ตวิ๊น จั่น

男: 心中此際情
ชาย: ซัม จ๊ง ฉี ไจ เฉ่ง

合: 此際情也可永
พร้อม: ฉี ไจ เฉ่ง ยา หอ เหวง

* 合: 那懼千裡路遙遙 未曾怕風霜勁
* พร้อม: นา โก่ย ชี้น เหลย หลก อิ่ว อิว เมย ฉั่ม พ้า ฟ่ง เซิง เก็ง

女: 心中獨留
หญิง: ซั่ม จง ตก เหล่า


男: 此生還剩
ชาย: ฉี ซั่ม หว่าน เชง

女: 多少柔情
หญิง: ต๊อ สิว โหม่ว เช็ง

男: 悲歡往影
ชาย: เปย ฟูน หว่อง เหยง

女: 過去悲歡往日情景
หญิง: กวอ เฮย เปย ฟูน หวอง หยัด เฉ่ง เก๋ง

男: 此際情
ชาย: ฉี ไจ้ เช็ง

合: 笑傲天際踏前程 去歷幾多蒼桑
พร้อม: ซิว โหง่ว ที้น ไจ ตา ฉี่น เช็ง โฮย เหล็ก เก๋ย ต๊อ ช่ง ชอง

** 女: 歲月匆匆再不問
** หญิง: โซย หยวิด ช่ง ชง โจย ปั้ด หมั่น

男: 心中此際情
ชาย: ซัม จ๊ง ฉี ไจ เฉ่ง

合: 此際情也可永
พร้อม: ฉี ไจ เฉ่ง ยา หอ เหวง


<<หน้าที่แล้ว หน้าต่อไป>>
 
 
ภาพปก กระบี่เย้ยยุทธจักร
ภาพ กิมย้ง (Jin Yong)
ภาพยนต์ เรื่อง เดชคัมภีร์เทวดา
ตงฟางปู้ป้าย รับบทโดย หลินชิงเสีย
ภาพปก แปดเทพอสูรมังกรฟ้า