นิยายวรยุทธของกิมย้ง /  กระบี่เย้ยยุทธจักร / เดชคัมภีร์เทวดา: ตำนานเพลงยิ้มเย้ยยุทธจักร
เดชคัมภีร์เทวดา: ตำนานเพลงยิ้มเย้ยยุทธจักร





เดชคัมภีร์เทวดา (เฉี่ย เหงา กัง โอ้ว) ตำนานเพลงยิ้มเย้ยยุทธจักร ข้าพเจ้าเขียนไว้เล่นๆ แต่เคยถูกเอาไปใช้จริงๆ และคราวนี้ก็เอามาแปะให้อ่านเล่นๆ

กรุณาชี้แนะด้วย

แก้ไขเมื่อ 05 ก.พ. 48 00:06:18

จากคุณ : Silver of the sun - [ 5 ก.พ. 48 00:04:51 ]
หนังสือชุด “กระบี่เย้ยยุทธจักร: เดชคัมภีร์เทวดา” ผลงานเอกของกิมย้ง หนึ่งชุดสี่เล่มนี้ กว่าจะได้ครอบครอง มันไม่ง่ายเลย

ที่จริงแล้วมันไม่ใช่หนังสือหายาก เพียงแต่ไปหาที่ไหนมันก็ไม่มีทั้งนั้น ไปได้มาโดยบังเอิญ คือรับงานไปเล่นดนตรีที่ไหนจำไม่ได้ แล้วย่านนั้นมีแหล่งขายหนังสืออยู่ หลบอยู่ในที่ที่แทบจะบอกได้ว่า ถ้าไม่เคยไปจริงๆ หรือบังเอิญเดินผ่าน ก็ไม่มีทางรู้ได้เลยว่าที่ตรงนั้นมันมีอยู่

ได้รู้จักเพลง “ยิ้มเย้ยยุทธจักร” มานานมาก จากเพลงประกอบหนัง “เดชคัมภีร์เทวดา 1: swordsman I”

ตอนนั้นเนื้อเรื่องของหนังเป็นอย่างไรนึกไม่ออก แต่สิ่งที่อยู่ในใจมาเสมอ คือ ทำนองพิณและขลุ่ย ที่ขึ้นด้วยเสียงสูง พลันลงต่ำแล้วขึ้นสูงซึ่งเป็นลักษณะของเพลงที่ชักนำอารมณ์ได้ดี และใช้โน้ตที่จัดว่าเป็นเสียงตัวโน้ตที่แสดงพลังแห่งดนตรีได้มากที่สุด แต่ป่านนี้แล้วก็ยังไม่ได้สนใจจะค้นดูสักทีว่าใครหนอช่างเสกสรรทำเพลงนี้ขึ้นมา (จริงๆแล้วพอนึกถึงเสียงเพลงแล้วเขียนบรรยายออกมาในลักษณะนี้ ก็ตรงกับที่กิมย้งเขียนบรรยายไว้ในหนังสือไม่น้อยเลย)

คิดถึงหนัง ก็คิดถึงเพลง คิดถึงเพลง ก็คิดถึงหนัง เลยหาหนังมาดูจนได้ ที่หามาได้ชุดแรกนั้นเป็นหนังสามภาคที่เคยฉายในโรงหนัง เพลงเพราะทั้งสามภาค แต่อย่างไรเพลงของอีกสองภาคก็ไม่พิชิตใจเท่าเพลง “ยิ้มเย้ยยุทธจักร” ในภาคหนึ่ง (ทำนองเพลงที่ว่านี้ก็ปรากฏอยู่ในซีรีส์ชุดหนึ่งที่ได้ดูเหมือนกัน เลยไม่รู้ว่าจริงๆแล้วทำนองเพลงนี้เริ่มปรากฏตั้งแต่เมื่อใด) แต่ไม่ว่าหนังโรง หรือซีรีส์ก็ไม่มีฉบับไหนสร้างได้ตรงกับหนังสือเสียทีเดียว และก็ไม่ไม่มีฉบับไหนตรงใจเท่ากับการอ่านจากหนังสืออีกแล้ว แต่อย่างไรบุคลิกของตัวละครที่ปรากฏในหนังนั้นก็ยังพอจะถอดออกมาจากหนังสือได้เหมือนไม่น้อยทีเดียว

จะเล่าถึงหนังสือ แต่จะเริ่มตรงที่ ตำนานเพลง “ยิ้มเย้ยยุทธจักร” ก่อน

เพลงนี้ ยอดฝีมือกระบี่ฝ่ายธรรมะ “แซ่เล้า” กับผู้อาวุโสนิกายสุริยันจันทรา(นิกายอสูร) “แซ่เค็ก” คนหนึ่งเป่าขลุ่ย คนหนึ่งดีดพิณ ดัดแปลงจากทำนองเพลงเก่าที่นับว่าเป็นยอดตำนานซึ่งขุดได้มาจากสุสานโบราณ กลายเป็นเพลงขลุ่ยเพลงพิณที่อารมณ์เต็มล้น ซึ่งกำเนิดจากวิญญาณของขลุ่ยและพิณ ให้ความรู้สึกว่านี่ล่ะขลุ่ยและพิณ เป็นทำนองที่ปรับเปลี่ยนอารมณ์เพลงได้ตามใจที่โลดแล่นไป

แม้ว่าทั้งสองจะถือว่าอยู่ฝ่ายตรงข้ามกันตามคำที่เรียกกันมานานปี คือ ฝ่าย “ธรรมะ” และฝ่าย “อธรรม” แต่ก็คบหากันด้วยดนตรี ไม่สนใจความวุ่นวายแห่งยุทธจักร ใครจักแก่งแย่งหักล้างชิงดีอันใดไม่สนใจ น้ำใจน้ำมิตรก็ตีแผ่เปิดเผย และที่ตรงนี้เรามีขลุ่ย มีพิณ มีดนตรี มีมิตร ซึ่งทั้งหมดนี้คือความหมายแห่งการ “ยิ้มเย้ยยุทธจักร”

แต่...ใครที่ไหนจะเข้าใจคนทั้งสอง คำ “ธรรมะ” และ “อธรรม” ผู้คนล้วนยังยึดติด…

เมื่อผู้แซ่เล้า ถูกฝ่ายที่เรียนตนเองว่า “ชนชาวธรรมะ” บังคับให้สังหารผู้แซ่เค็กสหายรัก ด้วยเหตุผลของการติดยึดคำ “ธรรมะ” และ “อธรรม” ที่บอกต่อกันมาไม่รู้กี่ชั่วคนว่าไม่มีทางอยู่ร่วมกันได้ แต่แม้ว่าต้องสูญเสียครอบครัวผู้แซ่เล้าก็ไม่ยอมทรยศใจตนลงมือต่อสหายรัก

เช่นนี้ “ชนชาวธรรมะ” มีหรือจะยอมปล่อยให้ “ชนชาวอธรรม” และผู้ที่คบหา “ชนชาวอธรรม” มีชีวิตสืบต่อไปได้ ในที่สุดคนทั้งสองก็ถูก “ชนชาวธรรมะ” ทำร้ายปางตาย

กระนั้น ในช่วงชีวิตที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่ลมหายใจนี้ ก็รวมกำลังทั้งหมดที่มีหลงเหลืออยู่ หนึ่งขลุ่ยหนึ่งพิณบรรเลงเพลง “ยิ้มเย้ยยุทธจักร” ด้วยกันเป็นครั้งสุดท้าย

แค่สัมผัสวินาทีนี้ให้เต็มรส ต่อไปจะเป็นอย่างไรไม่สำคัญอีกแล้ว ใจนึกแต่เพียงว่า ขอให้เรื่องราวเกิดขึ้นนี้ลายบทเป็นเรื่องเล่าบทที่หนึ่งของตำนานเพลง “ยิ้มเย้ยยุทธจักร”

ความเคารพ ความรักในกันและกันที่มีมาเนิ่นนาน บัดนี้ขณะที่บรรเลงร่วมกัน ก็ยังคงรู้สึกได้ อารมณ์เดิมๆไม่เคยจางหายไปไหน ความสุขแห่งความรักในดนตรีก็เหมือนเดิม เพลินสัมผัสแห่งช่วงเวลานี้จนเต็มรส ลืมไปแล้วว่านี่คือฉากสุดท้ายของชีวิต

แต่เพลง “ยิ้มเย้ยยุทธจักร” ครั้งสุดท้ายนี้ช่างซึ้งใจกว่าครั้งไหน แม้ชีวิตกำลังจะจบลง แต่ก็รู้ว่าอารมณ์ ความสุขทั้งหมดนี้จะเป็นสิ่งสุดท้ายที่สัมผัสตรึงอยู่ในใจก่อนที่จะถึงเวลาต้องเดินทางไปอีกภพหนึ่ง เท่านี้ก็อุ่นใจ ไม่มีอะไรน่าพอใจไปกว่านี้อีกแล้วสำหรับช่วงเวลาเช่นนี้ เพียงแต่มันน่าเศร้า ก็เท่านั้นเอง

โน้ตเพลงนี้ภายหลังถูกส่งมอบต่อให้กับเหล็งฮู้ชง ภายใต้คำสั่งเสียว่าให้หาผู้ที่เหมาะสมสืบทอดให้ได้

เล่าถึงตัวละครเอกของเรื่อง “เหล็งฮู้ชง” ศิษย์เอกสำนักฮั้วซัว ที่ต่อมาถูกอาจารย์เจ้าสำนัก “งักปุกคุ้ง” กระบี่วิญญูชน ขับออกจากสำนัก โดยข้อกล่าวหา ว่าคบหาสหายชาวอธรรม ซึ่งลึกๆแล้วก็ไม่ใช่เพียงแค่เหตุผลนี้

ระหว่างที่เหล็งฮู้ชงต้องฝึกตนบนผาสำนึกผิด(ก่อนถูกขับออกจากสำนัก) ก็พบรอยจารึกวิชากระบี่ที่สูญหายไปนานปรากฏอยู่บนผนังถ้ำ และได้พบกับอาจารย์ปู่ของสำนัก ที่เวลาผ่านมาเนิ่นนานจนไม่มีใครคิดเสาะหาคนผู้นี้อีก เหตุนี้ทำให้เหล็งฮู้ชงฝีมือก้าวหน้ากว่าเดิมมาก จนอาจไม่ผิดถ้าหากกล่าวว่านี่คือ มือกระบี่อันดับหนึ่งแห่งแผ่นดิน

กระบี่ที่เรียนมาจากงักปุกคุ้ง เป็นการสอนให้ยึดติด กระบวนท่าหนึ่งก็คือกระบวนท่าหนึ่ง ไม่ให้มีการพลิกแพลงผสมผสาน

การเรียนรู้ครั้งใหม่ของเหล็งฮู้ชงจากอาจารย์ปู่นี้ ทำให้รู้จักวิญญาณแห่งกระบี่ แต่ละกระบี่ก็ผสมผสานกันได้ต่อเนื่อง จะใช้กระบี่ออกอย่างไร ก็ใช้ไปตามใจ ไม่ต้องมีกระบวนท่า จะโผพุ่งกระบี่ไปที่ใดก็โฉบไป เป็นการเปิดอิสระแห่งใจให้เหล็งฮู้ชงรู้ว่า ขอเพียงมีชีวิต ก็มีหนทางให้โลดแล่นทะยานไป ทำให้เขารู้ว่า กระบี่คือตัวเขา ตัวเขาคือกระบี่
กระบี่ไม่ได้อยู่เพียงที่ใจ แต่กระบี่อยู่ทุกหนทุกแห่ง นี่ล่ะ....ที่สุดแห่งที่สุด

แต่ภาพ “บัณฑิต” หรือ วิญญูชน ของผู้แซ่งัก ผู้เป็นอาจารย์ก็ไม่ได้ทำให้ใจของเขาสูงส่งเหมือนอย่างภาพที่เขาสร้าง เหล็งฮู้ชงกลับกลายเป็นภาพของ “ศิษย์ล้างครู” ในสายตาของอาจารย์ใจแคบอย่างงักปุกคุ้ง เหตุผลเพียงเพราะเหล็งฮู้ชงมีฝีมือล้ำลึกเจนจัดกว่าอาจารย์ ทั้งที่ทีท่าหรือใจของเหล็งฮู้ชงนั้น ไม่เคยปรากฏร่องรอยแห่งการคิดหรือทำไม่ดีต่ออาจารย์เลยแม้แต่น้อย และบังเอิญว่าเหล็งฮู้ชงเป็นคนเปิดเผยจริงใจ ชอบช่วยเหลือผู้คน มีมิตรสหายมากไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด เป็นฝ่ายธรรมะ หรืออธรรม จึงทำให้งักปุกคุ้งมีเหตุให้ขับศิษย์เอกแห่งสำนักนี้ออกจากสำนักฮั้วซัวไป พร้อมกับขอกล่าวหาว่าขโมยคัมภีร์ แต่เหตุผลที่มากกว่านั้น คือ งักปุกคุ้งมีแผนต้องการขโมยคัมภีร์มาร จึงสร้างภาพและใส่ความว่าเหล็งฮู้ชงเป็นคนขโมย เพื่อเป็นผู้รับความผิด รับการประณามแทนตนเอง และตนเองจะได้ไม่มีทางถูกสงสัย

เหล็งฮู้ชงรู้ถึงการกระทำของอาจารย์หมดทุกสิ่ง แต่ไม่บังอาจแม้แต่จะเชื่อในสิ่งที่ตนเองรู้หรือคิดในภาพ “วิญญูชนจอมปลอม” ของอาจารย์ ในใจของเขาหวังแต่เพียงแค่ว่าอยากให้อาจารย์รับตนกลับเข้าเป็นศิษย์สำนักฮั้วซัว

ใครที่ไหนจะรู้เล่า...ว่าศิษย์ที่โดนขับออกจากสำนักผู้นี้ คือ ผู้ที่รักอาจารย์มากกว่าใคร และอาจจะเรียกได้ว่ามากที่สุด แต่ก็กลับเป็นผู้ที่โดนอาจารย์ทำร้ายสาหัสที่สุด จนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิตงักปุกคุ้งมาถึง เหล็งฮู้ชงก็ยังไม่อยากหักใจเชื่อว่าอาจารย์ของตนคือ “วิญญูชนจอมปลอม”

ดูเหมือนไม่ยุติธรรมกับเหล็งฮู้ชง แต่กลับเป็นเรื่องที่ยุติธรรมที่สุด สำหรับการได้มีชีวิต ได้ใช้ชีวิตนอกสำนัก ซึ่งเป็นชีวิตที่เป็นตัวเขาจริงๆ มันยุติธรรมสำหรับการที่เขาได้รู้จักตนเอง ไม่ใช่การมีชีวิตอยู่อย่างถูกครอบงำและไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใครไปจนตาย ได้เห็น ได้สัมผัสพฤติการณ์ของ “ชนชาวธรรมะ และชนชาวอธรรม” และที่สำคัญที่สุด ได้ยิ้มเย้ยยุทธจักร

บทสรุปหรือตอนจบของหนังสือชุดนี้นั้นถนอมน้ำใจดี ไม่ทำร้ายจิตใจ“คนดี” อย่างการตายของสองสหายรักฝ่ายธรรมะและฝ่ายอธรรมหนึ่งขลุ่ยหนึ่งพิณที่ปรากฏในตอนต้นเรื่อง ที่ว่าทำร้ายจิตใจคนดี เพราะ คนดีสองคน วางกระบี่ วางอาวุธ แล้วมาหยิบขลุ่ย หยิบพิณ แต่แม้ต้องการจะแยกตัวจากยุทธจักรก็ทำไม่ได้ ได้แต่ยอมรับ ว่าอย่างไรก็ต้องตาย

ท้ายที่สุต บทเพลง “ยิ้มเย้ยยุทธจักร” ก็ไม่สูญหายไปไหน และก็ไม่ต้องเสาะหาผู้เหมาะสมจะสืบทอดอีกต่อไป เพราะเหล็งฮู้ชงกับบุตรีของเจ้านิกายอสูรคนรักของเขา กลายมาเป็นผู้สืบทอดบทเพลง “ยิ้มเย้ยยุทธจักร” ที่เหมาะสมที่สุดในแผ่นดิน

“ธรรมะ” กับ “อธรรม” ไม่ได้ตัดสินกันตรงที่ว่าใคร “เรียกตัวเอง” ว่าอยู่ฝ่ายไหน คำเหล่านี้ยึดติดไม่ได้ เพราะหลายครั้งที่มันเป็นแค่เพียงเป็นภาพที่สร้างขึ้น หรือคำที่เรียกขานกันเองเพื่อยกตนขึ้นเป็นใหญ่ ให้ดูเหมือนว่าเหนือกว่าใคร บางที การกระทำของผู้ที่เรียกตนเองว่า “ชนชาวธรรมะ” ทั้งหลาย อาจทำให้ใครหลายคนยินดีที่จะเรียกตนเองว่า “ชนชาวอธรรม” มากกว่าเสียด้วยซ้ำไป



อ่านต่อ:
“กระบี่” เย้ยยุทธจักร
<<หน้าที่แล้ว หน้าต่อไป>>
 
 
ภาพปก กระบี่เย้ยยุทธจักร
ภาพ กิมย้ง (Jin Yong)
เยิ่นอิ๋งอิ๋ง
หลินชิงเสีย กับ หวังจู่เสียน ในเดชคัมภีร์เทวดา 3
ภาพปก กระบี่เย้ยยุทธจักร